วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557

บทนำ

ในปัจ จุบันถ้าหากเอ่ยถึงโรคเบาหวาน เชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักโรคนี้ เพราะมีผู้คนที่ป่ว ยเป็น
โรคน้กี ันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือว่าชนบท เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังและโรคทางพันธุกรรมที่
เกิดขึ้นได้บ่อย อุบัติการณ์ของการป่วยเป็นโรคเบาหวานในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี
จากข้อมูลสถิติผู้ป่วยของสานักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค พบว่า สถิติผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นจาก
จา นวน 388,551 รายในปี พ.ศ. 2551 เพมิ่ ขึ้นเป็น 558,156 รายในปี พ.ศ. 2552 ( อ้างสถิติจาก สา นัก
โรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค http://thaincd.com/information-statistic/non-communicable-diseasedata.
php?pn=1 เข้าถึงเมื่อ 28 มกราคม 2554 )

ประวัติความเป็นมา

โรคเบาหวาน มีหลักฐานปรากฏในกระดาษปาปิรุสของอียิปต์ ซึ่งเป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษร
ที่เก่าแก่มากที่สุดชิ้นหน่งึ จากการตรวจ พิสูจน์หลักฐานทางโบราณคดีพบว่ากระดาษที่บันทึกเกี่ยวกับ
เรื่องน้นี ั้นมีอายุประมาณ 1,500 ปีก่อนคริสตกาล นัน่ แสดงว่า “เบาหวาน” เป็นโรคที่เก่าแก่มาก
ต่อมาเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 1 มีการพบบันทึกของแพทย์ชาวกรีก ชื่อ “อารีอุส” ซึ่งได้บันทึก
อาการของโรค ที่มีลักษณะของ การกัดกินเนื้อหนัง และมีการถ่ายปัสสาวะเป็นจา นวนมากในแต่ละครัง้
โดย “อารีอุส” ได้ตั้งชื่อโรคนี้ว่า diabetes insipidus ซึ่งปัจจุบันชื่อเรียกนี้จะหมายถึงโรค “เบาจืด” เวลา
ผ่านไปอีกเกือบ 1,700 ปี ได้มีคา ว่า mellitus เกิดขึ้น mellitus เป็นภาษาลาติน แปลว่า น้าผึ้ง ซึ่ง
นามาใช้เรียก โรคที่มีอาการ แบบเดียวกับ diabetes แต่ปัสสาวะมีรสหวาน ว่า “diabetes mellitus” ซึ่ง
แปลความหมายตามตัวว่า ปัสสาวะหวาน ต่อมาจึงเรียก เพียงสัน้ ๆ ว่า diabetes โดยหมายถึง
“เบาหวาน” ( โรคเบาหวาน. http://www.novabizz.com/Health/Diabetes.htm . เข้าถึงเมื่อ 21 มกราคม
2554 )

เบาหวาน คืออะไร

ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 ได้ให้ความหมายไว้ว่า
“ เบาหวาน หมายถึง ชื่อโรคชนิดหนึ่ง มีระดับน้าตาลสูงกว่าปรกติ ”(ราชบัณฑิตยสถาน, 2525 )
นอกจากน้ยี ังมีคนได้ให้ความหมายของเบาหวานไว้หลายความหมาย เช่น
- เบาหวาน หมายถึง ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้าตาลในเลือดสูงกว่าปรกติ เกิดขึ้นเน่อื งจาก
ร่างกายไม่สามารถนาน้าตาลในเลือดซึ่งได้จากอาหารไปใช้ตามปรกติ (ภัทราพร และ
สมเกียรติ, 2543 )
- เบาหวาน หมายถึง โรคเรื้อรังชนิดหน่งึ เกิดจากความผิดปรกติของอินซูลิน ทา ให้ร่างกายมี
การเผาผลาญผิดปรกติทัง้ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และ โปรตีน มีลักษณะเด่นคือ น้าตาลใน
เลือดสูงผิดปรกติ ( สาลิกา และ สุภาวดี, มปป. )
- เบาหวาน หมายถึง โรคทางเมตะบอลิสมที่มีระดับน้าตาลในเลือดสูงอันเป็นผลมาจากความ
บกพร่องของการหลัง่ อินซูลินหรือการออกฤทธิข์ องอินซูลินหรือทัง้ สองอย่าง ส่งผลให้เกิด
ความผิดปรกติในระบบเมตะบอลิสมของ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ความผิดปรกติ
ดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเสียหายระยะยาว การสูญเสียหน้าที่ และความล้มเหลวของ
อวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ของตา ไต ระบบประสาท หัวใจ และหลอดเลือด
( วราภณ และ วิทยา, 2549 )
- เบาหวาน หมายถึง โรคเรื้อรังที่เกี่ยวกับความผิดปรกติของน้าตาลกลูโคสในเลือด
( Medicine Net .com, 2543 )
โดยสรุปแล้ว เบาหวาน คือ โรคเรื้อรังที่เกิดจากความผิดปรกติของระดับน้าตาลในเลือด

สมดุลของน้ำตาลกลูโคสในร่างกาย ( Glucose Homeotasis1 )2

มนุษย์เป็นสงิ่ มีชีวิตที่ต้องใช้พลังงานอยู่ตลอดเวลา ในอดีตที่อาหารหาได้ยากประกอบกับการ
ทานอาหารเป็นมื้อๆ จึงมีช่วงที่ต้องอดอาหาร ร่างกายของมนุษย์ได้มีการปรับตัวให้มีการเก็บสะสม
พลังงานส่วนเกินที่รับประทานเข้าไปอยู่ในรูปต่างๆ เช่น glycogen ในตับและกล้ามเน้อื triglyceride ใน
เซลล์ไขมันและโปรตีนในเซลล์กล้ามเน้อื ซึ่งจะมีการสลายสารดังกล่าว เพื่อใช้เป็นพลังงานในช่วงที่มีการ
อดอาหาร
แหล่งพลังงานของร่างกายในอวัยวะต่างๆ เหล่านี้ ถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนต่างๆ ของร่างกาย
ฮอร์โมนที่มีบทบาทสาคัญที่สุดคือ ฮอร์โมนอินซลู ิน หลังจากที่มีการรับประทานอาหารจา พวก
คาร์โบไฮเดรตจะมีการดูดซึมน้าตาลจากทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อให้สมองและอวัยวะอื่นๆ
นาน้าตาลไปใช้ ระดับอินซลู ินที่สูงขึ้นหลังการรับประทานอาหารจะช่วยให้มีการเก็บน้าตาลเข้าเซลล์เพื่อ
เปลี่ยนเป็น glycogen ที่กล้ามเน้อื และตับ
1 Glucose Homeotasis คือ การรักษาระดับน้าตาลในเลือดให้อยู่ในสภาวะที่สมดุลโดยอาศัยความสัมพันธ์ของฮอร์โมนสองตัวคือ insulin
และ glucagon ( แปลจาก Gayle R.& J.T. Gale. What Is Glucose Homeostasis. http://www.wisegeek.com/what-is-glucosehomeostasis.
htm. เข้าถึงเมื่อ 21 มกราคม 2554 )
2 สรุปเนื้อหาจาก สมดุลของน้าตาลกลูโคสในร่างกาย เรียบเรียงโดย วีรพันธ์ โขวิฑูรกิจ สาขาวิชาโรคต่อมไร้ท่อ และเมตาบอลิสม ภาควิชา
อายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในทางตรงกันข้ามเมื่อร่างกายขาดอาหาร เช่น จากการอดอาหาร ระดับอินซูลินในเลือดลดลง
แต่ระดับฮอร์โมนกลูคากอน ( glucagon ) จากตับอ่อนสูง ร่างกายจึงมีการเปลี่ยนจากภาวะเก็บสะสม
พลังงานเป็นภาวะที่มีการสร้างพลังงาน ในระยะน้นี ้าตาลไม่ได้มาจากทางเดินอาหาร แต่มาจากการ
สลาย glycogen ( glycogenolysis ) ที่ตับ และการสร้างน้าตาล ( glyconeogenesis )

Glycogenolysis3

Glycogenolysis3
การสลาย glycogen ที่ตับนั้น ทา ให้มีน้าตาลกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดในระยะ 12-24 ชัว่ โมง หลัง
อดอาหาร โดยอาศัย glucagon เมื่อพ้นระยะน้ไี ปแล้ว ร่างกายมีการปรับตัวอีกครัง้ เพื่อให้ระดับน้าตาลใน
เลือดคงที่



Gluconeogenesis 4
3 ไกลโคเจโนไลสิส (Glycogenolysis) คือกระบวนการเปลี่ยนแป้ง ไกลโคเจน ไปเป็นน้าตาล กลูโคส
4 Gluconeogenesis คือ กระบวนการสังเคราะห์กลูโคสที่ไม่ใช่จาก glycogen ( BIOCHEMISTRY SCIENCE KHON KAEN
UNIVERSITY. กำรสังเครำะห์กลูโคส. http://www.champa.kku.ac.th/biochem/lecture_page/gluconeogenesis.htm เข้าถึงเมื่อ 21
มกราคม 2554 )
เน่อื งจากสมองมาสามารถใช้กรดไขมันเป็นแหล่งพลังงานได้ ในช่วงที่อดอาหาร สมองจึงยัง
ต้องการน้าตาลกลูโคสไว้ใช้อยู่ การสร้างน้าตาลที่อวัยวะต่าง ๆ จึงเป็นแหล่งสาคัญของน้าตาลที่เข้าสู่
กระแสเลือดในช่วงที่อดอาหาร โดยเฉพาะอย่างยงิ่ เมื่อ glycogen ที่ตับถูกสลายหมดแล้ว หลังจากที่มี
การอดอาหารข้ามคืน พบว่า น้าตาลที่ออกมาจากตับ ( hepatic glucose output ) มาจากการสร้าง
น้าตาลที่ตับเอง 35-60 % สารตัง้ ต้นที่สาคัญที่ร่างกายใช้ในการสร้างน้าตาลกลูโคส คือ lactate และ
alanine
สารอีกตัวหน่งึ ที่ร่างกายสามารถใช้ในการสร้างน้าตาลได้ คือ glycogen ที่ได้จากการสลาย
triglyceride จากเซลล์ไขมัน ในช่วงที่มีการอดอาหาร พบว่า ระดับ glycerol ในเลือดเพมิ่ สูงขึ้นเช่นกัน

Ketogenesis

Ketogenesis
ในคนที่อดอาหารเป็นเวลานาน ร่างกายพยายามลดการสร้างน้าตาลจากตับ เพื่อสงวนโปรตีน
ของกล้ามเน้อื ไว้ โดยกล้ามเน้อื และอวัยวะอื่น ๆ จะสามารถใช้พลังงานจากกรดไขมันและ ketone
bodies คือ acetoacetate และ β-hydroxybutyrate แทนน้าตาลกลูโคสได้ ketone bodies น้สี ร้างมาจาก
acetyl CoA ที่ได้จากการสลายกรดไขมันในปฏิกิริยา β oxidation ใน mitochondria ซึ่ง acetyl CoA
อาจจะรวมกับ oxaloacetate และเข้าสู่ tricarboxylic acid ( TCA ) หรือ Krep’s cycle หรือร่างกายอาจ
ใช้ acetyl CoA ในการสร้าง acetoacetate กับ β-hydroxybutyrate ใน mitochondria ก็ได้ การสร้าง
ketone bodies น้เี รียกว่า ketogenesis ซึ่งเกิดเฉพาะที่ตับ เมื่อมีการอดอาหาร ระดับ glucagon ที่สูงขึ้น
และระดับอินซลู ินที่ต่า ลง ทาให้มีการกระตุ้นเอนไซม์ carnitine acyltranferase I ซึ่งช่วยในการลา เลียง
fatty acyl carnitine ผ่าน mitochondria membrane ให้ได้เป็น fatty acyl CoA ซึ่งจะเกิดจาก β-
oxydation ต่อได้ acetyl CoA และ ketone bodies ในที่สุด
ในช่วงที่มีการอดอาหารระยะแรก สมองจะใช้น้าตาลเป็นแหล่งพลังงาน แต่เมื่อมีการอดอาหาร
นานมากขึ้น เกิดการสลายไขมันมากขึ้น ระดับ ketone bodies สูงขึ้นจนมากกว่าระดับน้าตาลกลูโคสใน
เลือด สมองจึงมีการปรับตัวให้ใช้ ketone bodies เป็นแหล่งพลังงานทดแทนได้ การที่อินซูลินและ
counterregulatory hormone มีหน้าที่ตรงกันข้ามนั้น ก็เพื่อที่จะทาให้ร่างกายมีสมดุลของระดับน้าตาลใน
เลือด

สมดุลของน้ำตาลในร่างกาย

สมดุลของน้ำตาลในร่างกาย
สมดุลของน้าตาลในร่างกาย ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ การสร้างน้าตาลออกมาจากอวัยวะ
ต่าง ๆ ( gluconeogenesis ) โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ที่ตับกับการใช้น้าตาลที่อวัยวะต่าง ๆ ( glucose
disposal ) เช่น กล้ามเน้อื เน้อื เยื่อไขมัน สมอง และไต เป็นต้น ในคนปกติร่างกายมีการควบคุมสมดุล
ดังกล่าว ทา ให้ระดับน้าตาลในเลือดมีค่าค่อนข้างคงที่อยู่ระหว่าง 70-120 mg/dL ทัง้ ในช่วงหลัง
รับประทานอาหารและในช่วงที่อดอาหาร การป้องกันไม่ให้ระดับน้าตาลในเลือดสูง มีความสาคัญ
เน่อื งจากไตสามารถเก็บน้าตาลกลับได้เมื่อระดับน้าตาลในเลือดต่า กว่า 180 mg/dL ถ้าระดับน้าตาลใน
เลือดสูงกว่านี้ จะทาให้มีการสูญเสียน้าตาลไปในทางเดินปัสสาวะ และทาให้ขาดพลังงานตามมา ในทาง
ตรงกันข้าม การป้องกันไม่ให้ระดับน้าตาลในเลือดมีระดับต่า ก็มีความสาคัญ เนื่องจากในภาวะปกติ
สมองจะใช้น้าตาลกลูโคสเป็นแหล่งงานเท่านั้น เมื่อระดับน้าตาลในเลือดลดลง จะมีการเคลื่อนย้าย
น้าตาลผ่าน blood brain barrier ลดลง การใช้น้าตาลโดยเซลล์สมองจึงถูกกาจัด ซึ่งทา ให้การทางานของ
สมองลดลงด้วย
อินซลู ินสามารถลดระดับน้าตาลในเลือดได้ โดยการกระตุ้นให้เซลล์กล้ามเน้อื และเซลล์ไขมันนา
น้าตาลเข้าเข้าไปในเซลล์ และยังมีการยับยัง้ การสลาย glycogen ที่ตับ รวมทัง้ ยับยัง้ การสร้างน้าตาลที่
อวัยวะต่าง ๆ ในขณะที่ counterregulatory hormone ต่ออินซลู ิน ได้แก่ glucagon , epinephrine และ
norepinephrine มีฤทธิย์ ับยัง้ การใช้น้าตาลที่กล้ามเนื้อ และกระตุ้น lipolysis ที่เซลล์ไขมัน
อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับสมดุลของน้ำตำลในร่ำงกำย
1. ตับอ่อน
เป็นอวัยวะที่สร้างอินซูลินและ glucagon มีบทบาทสาคัญในการควบคุมสมดุลของ
น้าตาลในร่างกาย
2. ตับ
ร่างกายสามารถคงระดับน้าตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงแคบ ๆ ได้ เน่อื งจากตับสามารถนา
น้าตาลเข้าตับและหลัง่ ออกมาได้ในสภาวะที่แตกต่างกัน เมื่อมีการรับประทานอาหาร อินซลู ินสูงขึ้นและ
ฮอร์โมน glucagon ที่ต่า ลง จะกระตุ้นเอนไซม์ glycogen synthase และยับยัง้ เอนไซม์ glycogen
phosphorylase เพื่อให้มีการสร้าง glycogen ภาวะที่มีการอดอาหาร ตับจะหลัง่ สารที่ให้พลังงานออก
มาก ด้วยกลไก 3 อย่าง คือ glycogenolysis , gluconeogenesis และ ketogenesis ตับสามารถหลัง่
น้าตาลกลูโคสออกมาจากตับได้โดยตรง เน่อื งจากตับมีเอนไซม์ glucose-6-phosphatase ส่วน
glucogon และ epinephrine ที่เพมิ่ ขึ้นจะกระตุ้นให้ตับเกิด glycogenolysis และ gluconeogenesis
3. กล้ำมเนื้อลำย
กล้ามเน้อื ลายทุกชนิด พบว่า มีการตอบสนองอินซลู ิน แต่ชนิดที่เป็น red fiber พบมี
Insulin receptor และ GLUT4 มากกว่า white fiber
กล้ามเน้อื มีการเก็บสะสมพลังงานในรูปของ glycogen ไขมัน และโปรตีน โดย glycogen ใน
กล้ามเน้อื สร้างมากจากน้าตาลกลูโคสที่ได้จากอาหาร และสามารถสลายเป็นน้าตาลหลังจากการออก
กาลังกายหรือการอดอาหาร เน่อื งจากกล้ามเน้อื ไม่มีเอนไซม์ glucose-6-phosphatase ทา ให้การสลาย
glycogen ได้ glucose-6-phosphate ที่สามารถเปลี่ยนเป็น lactate และ alanine สา หรับการใช้ในการ
สร้างน้าตาลกลูโคสที่ตับ หรือผ่าน TCA cycle เพื่อให้ได้พลังงาน
เน้อื เยื่อไขมัน
เมื่อมีการอดอาหาร ระดับอินซลู ินลดลง จะเกิดการสลาย triglyceride ในเน้อื เยื่อไขมันโดย
เอนไซม์ hormone-sensitive lipase ได้เป็นกรดไขมันและ glycerol ทา ให้ระดับของกรดไขมันในเลือด
สูงขึ้นหลายเท่า อวัยวะต่าง ๆ ทัง้ ตับ ไต หัวใจ กล้ามเนื้อ และเน้อื เยื่อไขมันสามารถนากรดไขมันเข้า
เซลล์ไปยัง mitochondria เพื่อเกิดปฏิกิริยา β oxidation ให้เซลล์ใช้เป็นพลังงานเพื่อทดแทนระดับ
น้าตาลกลูโคสที่ลดลง
4. ไต
ไตมีเอนไซม์ที่ใช้ในกระบวนการ gluconeogenesis ในช่วงที่มีการอดอาหารเป็นระยะเวลา
สัน้ ๆ ความสา คัญของ gluconeogenesis ที่ไตมีเพียง 1 ใน 10 ของที่ตับ แต่เมื่อมีการอดอาหารนานขึ้น
พบว่า gluconeogenesis ที่ไตเพมิ่ ขึ้น โดยสารตัง้ ต้นที่ใช้ในการสร้างน้าตาลที่สาคัญ คือ glutamine และ
ไตอาจเป็นแหล่งสร้างน้าตาลกลูโคสที่สา คัญถึง 50% ของน้าตาลในกระแสเลือดเมื่อมีการอดอาหารเป็น
เวลานาน

เมตาบอลิสมของอินซูลิน

เมตาบอลิสมของอินซูลิน
อินซูลินในกระแสเลือด ไหลเวียนในรูปของ monomer ตามปกติ ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมา
ประมาณ 1 mg/วัน หรือประมาณ 40 μg/ชัว่ โมง ( 1 ยูนิต ) ต่อชัว่ โมง เมื่อมีการรับประทานอาหาร จะมี
การหลัง่ อินซูลินเพมิ่ ขึ้นอีก
ค่าครึ่งชีวิตของอินซลู ิน ( half-life) ของอินซลู ินอยู่ที่ประมาณ 5-6 นาที เมื่อฉีดเข้าไปในหลอด
เลือดดา สา หรับ proinsulin พบว่าแม้จะมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับอินซูลิน ( 1-3 % ) แต่พบว่ามีค่าครึ่ง
ชีวิตที่ยาวกว่า คือ ประมาณ 17 นาที ส่วน C-peptide นั้นถูกหลัง่ ออกมาในปริมาณที่เป็น molar เท่าๆ
กันกับอินซูลิน แต่ค่าครึ่งชีวิตยาวกว่า คือ ประมาณ 30 นาที
อวัยวะที่เป็นตัวกาจัดอินซลู ินออกจากกระแสเลือด คือ ตับ ไต และกล้ามเน้อื โดยประมาณ 50%
ของอินซลู ินที่ออกมาใน portal vein ที่เข้าสู่ตับจะถูกทาลายที่ตับ และไม่ออกมาในกระแสเลือด
กระบวนการทา ลายอินซูลินที่เซลล์ตับนั้น เกิดขึ้นทัง้ ที่ผิวของเซลล์ และเกิดขึ้นหลังจากที่ เซลล์นา
อินซลู ินเข้าไปภายในเซลล์ผ่านทาง insulin receptor แล้ว ส่วนที่ไตนั้น อินซลู ินสามารถถูกกรองออกที่
glomerulus และถูกดูดซึมกลับที่ tubule ซึ่งสามารถทา ลายอินซลู ินได้เช่นกัน เซลล์แต่ละชนิดมี
ความสามารถในการทาลายอินซลู ินหลังจากที่ถูกนาเข้าภายในเซลล์แล้วไม่เท่ากัน เช่น เซลล์ตับ
สามารถทาลายอินซลู ินที่ถูกนาเข้าภายในเซลล์ได้ถึง 50% แต่ endothelial cells มักไม่ทา ลายอินซูลินที่
ถูกนาเข้าเซลล์เลย